เมื่อยุคอุตสาหกรรมเริ่มต้น  คนตะวันตกตื่นตัวมีชีวิตชีวาด้วยความหวังใหม่ 
  การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษปรากฏเริ่มแรกที่  อุตสาหกรรมการทอผ้า  เมื่อมีผู้ประดิษฐ์เครื่องอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กระสวย หูก เครื่องปั่นด้ายอย่างใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพขึ้นมา  ในช่วงค.ศ๑๗๓๓-๑๗๘๕

เครื่องจักรก็เริ่มเข้ามามีบทบาททำงานแทนแรงคน  พร้อมกันนั้น ด้านพลังงานก็เป็นใจเข้ามาหนุนได้จริงจัง ในช่วง ค.ศ.๑๗๖๕  เมื่อเจมส์ วัตต์พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำ(Steam engine) ที่มีผู้ประดิษฐ์ไว้ก่อนหน้านั้น       (Thomas savery)เริ่มต้นไว้ใน ค.ศ.๑๖๙๘ และ Thomas Newcomenพัฒนาขึ้นอีกใน ค.ศ.๑๗๑๒ โดยปรับปรุงให้ใช้งานกับเครื่องจักรประเภทต่างๆ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อุตสาหกรรมต่างๆขยายตัว มีการตั้งโรง มากขึ้นๆ                                                                                  
    
 ต่อมาเรือไฟหรือเรือไอ(ค.ศ.๑๘0๗) รถไฟ(ค.ศ.๑๘๒๕ในอเมริกา และในอังกฤษ๑๘๒๙) ถนนหนทางมีการปรับปรุงอย่างสมัยใหม่ ก็มาช่วยให้การขนส่งสินค้า อาหาร และวัตถุดิบต่างๆดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วเต็มที่  เมื่อเครื่องจักร(mashine) พลังงาน(energy)  และโรงงาน(factory)เข้ามาประสานกันแล้ว ก็เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง และอุตสาหกรรมก็เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว นอกจากทางด้านวัตถุแล้ว สิ่งที่เป็นกลไกขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง คือ ระบบการแบ่งงาน(Division of  labor) จัดคนให้ทำงานตามความชำนาญเฉพาะด้านนั้นๆ โดยมีการจำแนกแยกซอยงานอย่างละเอียดถี่ยิบ ตามแนวคิดของอาดัมสมิธ  อีกทั้งนโยบายปล่อยให้ปัจเจกชน แสวงหาประโยชน์กันไปโดยรัฐไม่เข้าไปวุ่นวายแทรกแทรง ก็เข้ามาหนุนให้ทุนนิยมอุตสาหกรรม ขยายตัวแผ่อิทธิพลไปทั่ว  พร้อมกันนั้น ระบบอาณานิคมก็ก้าวขึ้นสู่ยุคใหม่ นโยบายการแสวงหายึดครอง และจัดการอาณานิคมเปลี่ยนไป  โดยมุ่งให้อาณานิคมทั้งหลายเป็นตลาดระบายสินค้า เป็นแหล่งป้อนวัตถุดิบและอาหารให้แก่ประเทศอุตสาหกรรม  คนชั้นสูงในยุโรปเริ่มแต่ยุควิคตอเรียในอักฤษ เริ่มมีชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย  และมีเวลาผักผ่อนหาความสุขสำราญมากยิ่งขึ้น
                                เมื่อวิทยาศาสตร์มาหนุนอุตสาหกรรม พร้อมระบบแบ่งงานชำนาญพิเศษ  
                  อเมริกาก็ก้าวขึ้นเป็นเจ้าใหญ่แห่งอุตสาหกรรมเมื่อปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่๒
   ในยุคใช้พลังงานไอน้ำ การนำความรู้วิทยาศาสตร์มาใช้ในอุตสาหกรรมยังไม่จริงจังมากนัก จนกระทั่งเมื่อ[เอดิสั] (Thomas Alva Edison,1847-1931) ตั้งโรงงานจ่ายกระแสไฟฟ้า่ในเมืองนิวยอร์ค เมื่อเดือนกันยายน ๑๘๘๒ (เซอร์โจเซฟ วิลสันสแวน และเอดิสัน ต่างก็ผลิตหลอดไฟฟ้าได้สำเร็จ ใน ค.ศ.๑๘๘0) ทำให้เมืองนิวยอร์คเป็นเมืองแรกของโลกที่สว่างไสวด้วยไฟฟ้า  โลกก็เข้าสู่ยุคไฟฟ้าซึ่งไฟฟ้าเข้ามาแทนที่พลังงานไอน้ำ  จากนั้นก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในด้านอุสาหกรรม  โดยเกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่สำคัญๆ  ซึ่งอาศัยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติอุสาหกรรมเป็นครั้งที่๒ อันเกิดขึ้นในอเมริกา(การปฏิวัติอุสาหกรรมครั้งที่ ๒นี้ตั้งแต่ ค.ศ.๑๘๖0) ต่อจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง วิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีก็ยิ่งไกล้ชิดแนบสนิทยิ่งขึ้น
      
         สังคมอเมริกานับว่าเป็นแหล่งอันเยี่ยม สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม  ทั้งนี้เพราะชาวอเมริกันภูมิใจในการมีจริยธรรมแห่งการทำงาน (Work ethic) และมีควาเชื่อในหลักการลงทุน ประกอบอุตสาหกิจชนิดเสี่ยงสู้เสรี(free enterprise) โดยเฉพาะสังคมอเมริกันชื่นชมลัทธิดาวินเชิงสังคม มากเป็นพิเศษจึงหนุนระบบตัวใครตัวมัน และแข่งขันเต็มที่ อันเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และความเจริญเติบโตทางเศษฐกิจ  ประเทศอเมริกายังเป็นดินแดนที่มีทรัพยากรณ์ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อีกด้วย  จึงทำให้ได้เปรียบมากขึ้น


        ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือในปี ๑๙๑๓นายเฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford 1863-19471) ได้พัฒนาการแบ่งงานให้ก้าวหน้าขั้นใหญ่ คือได้ริเริ่มระบบสายพานประกอบชิ้นส่วน (assembly lime)ขึ้นมา  ทำให้การผลิตสินค้าเหมือนกับแบบทีละมาก บรรลุเป้าหมายอย่างสูง เป็นการเพิ่มผลผลิตอย่างมหาศาล  ลดจำนวนฝีมือแรงงานลงไป  และได้สินค้าราคาถูกลง  นอกจากอุตสาหกรรมจะก้าวหน้าโดยทั่วไปแล้ว  อเมริกาก็ได้เป็นเจ้าใหญ่ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์  ในด้านทรัพยากรณ์ธรรมชาตินั้น พึงสังเกตุว่า  เมื่ออังกฤษเริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรม ในช่วง ค.ศ.๑๗๕0 อเมริกายังเป็นแหล่งป้อนทรัพยกรณ์อย่างสำคัญ เพราะอเมริกาเป็นดินแดน ๙ ใน ๑0ส่วน ของจักรวรรดิอังกฤษยุคแรก ครั้นเมื่ออังกฤษสูญเสียอาณานิคมอเมริกาไปในปี ๑๗๘๑(สงครามกับอังกฤษเริ่ม ค.ศ.๑๗๗๕อเมริกาประกาศอิสระภาพ ค.ศ.๑๗๗๖ และอเมริกาชนะสงครามปี๑๗๘๑)  เข้าสู่ยุคอังกฤษสามารถแผ่ขยายจักรวรรดิ ยึดครองอาณานิคมได้เพิ่มอย่างกว้างขวางในแถบตะวันออก โดยได้เกาะลังกา ต่อมาได้ทวีปออสเตรเลียรวมทั้งนิวซีแลนด์
         เมื่อเสร็จสงครามโลกครั้งที่๑ ในปี ๑๙๑๙ อังกฤษก็ได้อาณานิคมจากประเทศผู้แพ้สงคราม คือเยอรมันกับเตอรกีเพิ่มเข้ามาอีก ทำให้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมดำเนินต่อมาได้ด้วยดี  แต่เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ อังกฤษและประเทศเจ้าอาณานิคมทั้งหลายในยุโรป  บอบช้ำมาก และสูญเสียอาณานิคมไปจนหมด  อเมริกาจึงเฟื่องฟูเป็นเจ้าใหญ่ในระบบทุนนิยม อุตสาหกรรมเต็มที่  จนกระทั่งญี่ปุ่นและเยอรมันก้าวขึ้นมาแข่ง และทำท่าจะนำหน้าไปในช่วงใกล้ขึ้นทศวรรษ ๑๙๙0 พร้อมกับที่อเมริกากลับทรุดลงไป จากฐานะเป็นเจ้าหนี้ใหญ่ 
       ย้อนหลังไปในช่วงทศวรรษ ๑๙๖0s ธนาคารใหญ่สที่สุดในโลก ๙ ใน ๑0 เป็นของอเมริกัน  แต่ใน ค.ศ.๑๙๘๗ ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกไม่มีสักรายเดียวที่เป็นของอเมริกัน  แต่ส่วนใหญ่เป็นของญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาได้กลายเป็นประเทศลูกหนี่เป็นครั้งแรก  ใน ค.ศ.๑๙๘๕ และต่อมาก็เป็นประเทศลูกหนี้รายใหญ่ของโลก การค้าขาดดุลปีหนึ่งๆเกิน ๑แสนล้านดอลลาร์ ได้เกิดความรู้สึกกันว่า  ทศวรรษ 1990s เป็นอัปมงคลสมัย สำหรับอเมริกา
       อเมริกาก้าวขึ้นมาสู่ทศวรรษใหม่นี้ ในฐานะเป็นอภิมหาอำนาจแต่ผู้เดียวในการเมืองโลก  แต่ในประเทศของตน  นอกจากเศษฐกิจจะยอบแยบระโหยโรยแรง  สังคมก็โทรมอย่างหนักเต็มไปด้วยอาชญากรรมทำร้ายทำลายกันอย่างรุนแรง(มักจะโยงกับเรื่องยาเสพติด) ความยากจนปัญหาการพึ่งพาเงินสวัสดิการ  ปัญหาความแบ่งแยกผิวเผ่าที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ค่าสจ่ายด้านสุขฟฟภาพที่แพงลิบลิ่ว ระบบครอบครัวที่ง่อยหงิก../
      
         


          
0

เพิ่มความคิดเห็น

กำลังโหลด